วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2551

ตำนานดอกกุหลาบ


ตำนานดอกกุหลาบ


กุหลาบเป็นดอกไม้ที่นิยมปลูกไว้ชื่นชมมาแต่โบราณ ประมาณกันว่ากุหลาบเกิดขึ้นเมื่อกว่า 70 ล้านปีมาแล้ว เคยมีการค้นพบฟอสซิลของกุหลาบใน รัฐโคโลราโด และ รัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา และได้พิสูจน์ว่ากุหลาบป่าเป็นพืชที่มีอายุถึง 40 ล้านปี แต่กุหลาบป่าสมัยโลกล้านปีนี้ มีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนกุหลาบสมัยนี้ เนื่องจากมนุษย์ได้นำเอากุหลาบป่ามาปลูกและผสมพันธุ์ ขยายพันธุ์เป็นพันธุ์ต่างๆ มาก ความจริงแล้วกำเนิดของกุหลาบหรือกุหลาบป่านี้มีเฉพาะในแถบบริเวณเหนือเส้นศูนย์สูตรของโลกเท่านั้น คือกำเนิดในภาคกลางของทวีปเอเชีย แล้วแพร่ขยายพันธุ์ไปตลอดซีกโลกเหนือ ไม่ว่าจะเป็นแถบที่มีอากาศหนาวจัดอย่าง อาร์กติก อลาสก้า ไซบีเรีย หรือแถบอากาศร้อนอย่าง อินเดีย แอฟริกาเหนือ แต่ในบริเวณแถบใต้เส้นศูนย์สูตรอย่างทวีปออสเตรเลีย หรือเกาะต่างๆ ในมหาสมุทรรวมทั้งแอฟริกาใต้ ไม่เคยมีปรากฏว่ามีกุหลาบป่าเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเลย ตามประวัติศาสตร์เล่าว่า กุหลาบป่าถูกนำมาปลูกไว้ในพระราชวังของจักรพรรด์จีน ในสมัยราชวงศ์ฮั่นราว 5,000 ปีมาแล้ว ขณะที่อียิปต์เองก็ปลูกกุหลาบเป็นไม้ดอก ส่งไปขายให้แก่ชาวโรมัน ชาวโรมันเป็นชาติที่รักดอกกุหลาบมากถึงจะสั่งซื้อจากประเทศอียิปต์แล้ว ยังลงทุนสร้างเนอร์สเซอรี่ขนาดใหญ่สำหรับปลูกดอกกุหลาบอีกด้วย สำหรับชาวโรมันแล้วเรียกได้ว่าดอกกุหลาบมีความสำคัญกับชีวิตประจำวัน เพราะชาวโรมันถือว่าดอกกุหลาบเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ซึ่งเป็นทั้งของขวัญ เป็นดอกไม้สำหรับทำเป็นมาลัยต้อนรับแขก เป็นดอกไม้สำหรับงานเฉลิมฉลองต่างๆ ใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับทำขนม ทำไวน์ ส่วนน้ำมันกุหลาบยังใช้ทำเป็นยาได้อีก กุหลาบถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความโรแมนติก ซึ่งมีบางตำนานเล่าว่า ดอกกุหลาบเป็นเสมือนเครื่องหมายแทนการกำเนิดของ เทพธิดาวีนัส ซึ่งเป็นเทพแห่งความงาม และความรัก วีนัสเป็นที่รู้จักกันในชื่อ อโฟรไดท์ ในตำนานเทพของกรีกได้กล่าวไว้ว่า น้ำตาของเธอหยดลงปะปนกับเลือดของ อคอนิส คนรักของเธอที่ถูกหมูป่าฆ่า เลือดและน้ำตาหยดลงสู่พื้นแล้วกลายเป็นดอกไม้สีแดงเข้มหรือดอกกุหลาบนั่นเอง แต่บางตำนานก็เล่าว่าดอกกุหลาบเกิดจากเลือดของ อโฟรไดท์ เองที่หยดลงสู่พื้น เมื่อเธอแทงตัวเองด้วยหนามแหลม บางตำนานกล่าวว่ากุหลาบเกิดจากการชุมนุมของบรรดาทวยเทพ เพื่อประทานชีวิตใหม่ให้กับนางกินรีนางหนึ่ง ซึ่งเทพธิดาแห่งบุปผาชาติ หรือ คลอริส บังเอิญไปพบนางนอนสิ้นชีพอยู่ ในตำนานนี้กล่าวว่า อโฟรไดท์ เป็นเทพผู้ประทานความงามให้ มีเทพอีกสามองค์ประทานความสดใส เสน่ห์ และความน่าอภิรมย์ และมี เซไฟรัส ซึ่งเป็นลมตะวันตกได้ช่วยพัดกลุ่มเมฆ เพื่อเปิดฟ้าให้กับแสงของเทพ อพอลโล หรือแสงอาทิตย์ส่องลงมาเพื่อประทานพรอมตะ จากนั้น ไดโอนีเซียส เทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่นก็ประทานน้ำอมฤต และกลิ่นหอม เมื่อสร้างบุปผาชาติดอกใหม่นี้ขึ้นมาได้แล้ว เทพทั้งหลายก็เรียกดอกไม้ซึ่งมีกลิ่นหอมและทรงเสน่ห์นี้ว่า Rosa จากนั้น เทพธิดาคลอริส ก็รวบรวมหยดน้ำค้างมาประดับเป็นมงกุฎ เพื่อมอบให้ดอกไม้นี้เป็นราชินีแห่งบุปผาชาติทั้งมวล จากนั้นก็ประทานดอกกุหลาบให้กับเทพ อีโรส ซึ่งเป็นเทพแห่งความรัก กุหลาบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรัก แล้วเทพ อีโรส ก็ประทานกุหลาบนี้ให้แก่ ฮาร์โพเครติส ซึ่งเป็นเทพแห่งความเงียบ เพื่อที่จะเก็บซ่อนความอ่อนแอของทวยเทพทั้งหลาย ดอกกุหลาบจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเงียบและความเร้นลับอีกอย่างกุหลาบกลายเป็นของขวัญ ของกำนัลสำหรับการแสดงความรัก และมักจะมีผู้เปรียบเทียบความงามของผู้หญิงเป็นเสมือนดอกกุหลาบ และผู้หญิงคนแรกในประวัติศาสตร์โลกที่ได้รับสมญาว่าเป็นผู้หญิงงามเสมือนดอกกุหลาบคือ พระนางคลีโอพัตรา ซึ่งพระนางยังได้เคยต้อนรับ มาร์ค แอนโทนี คนรักของพระนาง ในห้องซึ่งโรยด้วยดอกกุหลาบหนาถึง 18 นิ้ว หอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นกุหลาบ

วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2550

สมบัติเพื่อนแท้

ก - เ ก็ บ เ ร า ไ ว้ ใ น ใ จ
ข - เ ข้ า ใ จ เ ร า
ค - ค อ ย เ ป็ น กำ ลั ง ใ จ ใ ห้ เ ร า
ง - ง้ อ เ ร า เ มื่ อ รู้ ตั ว ว่ า เ ข า ผิ ด
จ - จั บ มื อ เ ร า เ มื่ อ ต้ อ ง ก า ร กำ ลั ง ใ จ
ฉ - เ ฉ ย กั บ ค ว า ม ใ จ ร้ อ น ข อ ง เ ร า
ช - ช่ ว ย เ ห ลื อ เ ร า
ซ - ซื่ อ สั ต ย์ กั บ เ ร า ญ า ติ ดี กั บ เ ร า เ ส ม อ
ด - เ ดิ น เ คี ย ง ข้ า ง เ ร า
ต - ติ ด ต า ม ข่ า ว ค ร า ว ค ว า ม เ ป็ น ไ ป ข อ ง เ ร า
ถ - ไ ถ่ ถ า ม ทุ ก ข์ สุ ข
ท - ทำ ใ ห้ ชี วิ ต ข อ ง เ ร า เ ป ลี่ ย น ไ ป
ธ - ธั ม ม ะ ธั ม โ ม กั บ เ ร า
น - นั บ ถื อ เ ร า แ ล ะ น่ า รั ก ใ น ส า ย ต า ข อ ง เ ร า
บ - บ อ ก ค ว า ม จ ริ ง แ ก่ เ ร า
ป - ป ล อ บ ใ จ เ มื่ อ เ ร า ท้ อ
ผ - ผ า ย มื อ ต้ อ น รั บ เ ร า เ ส ม อ
ฝ - ฝ า ก ค ว า ม จ ริ ง ใ จ ไ ว้ กั บ เ ร า
พ - เ พิ่ ม พ ลั ง ใ ห้ แ ก่ เ ร า
ฟ - ฟั ง เ ร า เ ส ม อ
ภ - ภู มิ ใ จ ใ น ตั ว เ ร า
ม - ม อ บ สิ่ ง ดี ดี แ ก่ เ ร า
ย - ย ก โ ท ษ ใ ห้ กั บ ข้ อ ผิ ด พ ล า ด ข อ ง เ ร า
ร - รั ก ที่ เ ร า เ ป็ น เ ร า
ล - ล ะ เ อี ย ด อ่ อ น กั บ ค ว า ม รู้ สึ ก ข อ ง เ ร า
ว - ไ ว้ ใ จ เ ร า
ศ - ศึ ก ษ า นิ สั ย ที่ แ ท้ จ ริ ง ข อ ง เ ร า
ส - สั ง เ ก ต ค ว า ม เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ใ น ตั ว เ ร า
ห - เ ห็ น คุ ณ ค่ า ข อ ง เ ร า
อ - อ ธิ บ า ย ใ น สิ่ ง ที่ เ ร า ไ ม่ เ ข้ า ใ จ
ฮ - เ ฮ ฮ า กั บ เ ร า ไ ด้ ทุ ก เ ว ล า

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2550

Don Hoi Lot

Don Hoi Lot It is a bar at the mouth of the Mae Klong River, created by sedimentation of sandy soil or Khee Ped Sand as called by the locals. It occupies a vast area 3 Kilometres wide and 5 Kilometres long. There are two places: Don Nok, located at the mouth of Mae Klong Gulf which can be accessed by boat. The second is Don Nai, located at Chu Chi villages beach, Tambon Bang Cha Kreng and at Bang Bo Villages' Beach, Tambon Bang Kaeo; which can be reached by car. This bar contains various species of mollusc such as Hoi Lai, Hoi Puk (Ridged Venus clam), Hoi Pak Ped, Hoi Khraeng (scallop), and most abundant is the of Hoi Lot (worm shells).
Worm Shells have 2 shells which resemble a straw and a muddy white meat. It lives in the muddy sand. Catching the worm shell is best done at low tide. The way to catch a worm shell is by using a little wooden stick dipped in lime and plaster mixture and sticking it into the worm shells hole. The worm shell will be agitated by the mixture and will come to the surface and caught. It is not advisable to dump the lime and plaster mixture onto the ground as will likely kill all kinds of molluscs living there. The best time of the year to catch the worm shells are during the months of March to May, when they are in season.
A very important site within the Chu Chi Village area at Don Hoi Lot is the Shrine of Prince Chumphon Khet-udomsak which is highly revered by all Thais. There are also restaurants and stalls selling a vast variety of local products such as fresh-dried worm shell, fresh-dried seafood, fish sauce, Khlong Khon shrimp paste, palm sugar, and palm juice, and many others.

HOW TO GET THERE
1. Travelling to Chu Chi Villages Beach at Tambon Bang Chakreng by-passing the access road to Samut Songkhram and going on for another 3 kilometres. Before you reach the Phutthaloetlanaphalai bridge, at the foot of the bridge, there is a 5 Kilometres access road to Don Hoi Lot.;
2. Travelling to Bang Bo Villages Beach at Tambon Bang Kaew. Starting from the opposite side of the road from the Highway Weighing Station on Thonburi-Paktho Roadside. Just one Kilometre before you reach the access road to Samut Songkhram, on your left, there will be a sign pointing to Don Hoi Lot. Take this road - a laterite road 4 Kilometres long to Don Hoi Lot. The road is not convenient for large vehicles;
3. By boat to Don Nok. There are many kinds of boat that will take you there, they are available at the Mae Klong river pier. For groups, please contact (Sun Huad Heng Wood Mill) at 711-466 or call the Boat Ticket Counter at Mae Klong River, Samut Songkhram in advance;
4. Taking a Song-Thaeo (local truck) from the market in Mueang Samut Songkram to Ban Chu Chi. The Song-Thaeo runs all day.

วันเสาร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

" ทะเลใน " แอ่งมรกต หมู่เกาะอ่างทอง


สายลมพัดพากลิ่นไอแห่งธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของหมู่เกาะน้อยใหญ่ รายล้อมด้วยท้องทะเลสีคราม หาดทรายขาว บ้างเป็นหาดก้อนกรวดหิน มีโขดหินประดับสูงเด่นด้วยหน้าผาที่ถูกรายล้อมด้วยน้ำทะเลสีเขียวมรกตสดใสสะอาด มองเห็นฝูงปลาสีสวยคลอเคลียอยู่กับดอกไม้น้ำปะการังที่หลากสีสัน ธรรมชาติได้บรรจงแต่งแต้มสีสันเป็นผลงานอันแสนมหัศจรรย์ อันน่าตื่นตาตื่นใจ เป็นความทรงจำที่ไม่มีวันลืม
หมู่เกาะอ่างทอง ประกอบด้วยเกาะน้อยใหญ่ 42 เกาะ ที่งามสง่าอยู่กลางท้องทะเลสีมรกตหนึ่งเดียวในอ่าวไทย สามารถทำกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น อาบแดด เล่นน้ำ ไต่ผาสูงชัน พายเรือแคนูและคายัค หรือจะดำน้ำดูปะการัง ดูฝูงปลานานาชนิด
เกาะวัวตาหลับเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง และเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ของหมู่เกาะทั้งหมดที่อยู่ท่ามกลางน้ำทะเลสีมรกตสดใสและบริเวณเกาะวัวตาหลับยังเป็นแหล่งชมค่างแว่นถิ่นใต้และเป็นที่ตั้งของถ้ำบัวโบกที่มีหินงอกหินย้อยตามธรรมชาติที่งดงาม
เกาะสามเส้า จุดดูปะการังและฝูงปลานานาชนิดที่สีสันงดงามมาก ท้องทะเลและหาดทรายสีขาวสะอาดตา เกาะสามเส้าธรรมชาติได้สลักเสลาให้ภูผาเป็นสะพานหินธรรมชาติขนาดใหญ่ ยื่นลงไปในทะเลอย่างสวยงามน่าอัศจรรย์ อีกทั้งเกาะวัวกันตัง เกาะหินดับ เกาะท้ายเพลา ต่างมีความงามของธรรมชาติจะเสกสรรปั้นแต่ง และที่ขาดไม่ได้ที่เกาะแม่เกาะซึ่งเป็นเกาะที่มีความมหัศจรรย์ของ "ทะเลใน" เป็นแอ่งน้ำสีมรกตสดใสโอบล้อมไปด้วยเทือกเขาเขียวขจี มีอุโมงค์ใต้น้ำเชื่อมต่อกับท้องทะเลภายนอก อีกด้วยหาดทรายขาวบริสุทธิ์ น้ำทะเลใสสะอาด มีฝูงปลาเป็นเพื่อนดำน้ำแวกว่ายดูปะการังหลากสีสัน

การเดินทาง
จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ใช้ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 401 จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 4142 ไปถึงท่าเรือเฟอร์รี่ดอนสัก นั่งเรือต่อไปเกาะสมุยจะมีเรือออกตลอดทั้งวัน

สถานที่ติดต่อ
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง 145/1 ถนนตลาดล่าง อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี 84000 โทร. 0-7728-6025

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550


En économie, l'avantage comparatif est le concept principal de la théorie traditionnelle du commerce international. Il a été approché par Robert Torrens en 1815, et démontré pour la première fois par l’économiste britannique David Ricardo en 1817 dans ses Principes de l’économie politique et de l’impôt. La théorie associée à l’avantage comparatif explique que, dans un contexte de libre-échange, chaque pays, s’il se spécialise dans la production pour laquelle il dispose de la productivité la plus forte ou la moins faible, comparativement à ses partenaires, accroîtra sa richesse nationale. Cette production est celle pour laquelle il détient un « avantage comparatif ». La théorie de Ricardo, exposée dans Des principes de l'économie politique et de l'impôt affirme que même la nation la plus désavantagée accroîtra sa richesse, si elle opte pour le libre-échange.

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2550

Chat




Chat




Le chat domestique est un mammifère carnivore de la famille des félidés. Le mot chat vient du bas-latin cattus (chat sauvage). D'après le Littré dans son édition de 1878, cattus proviendrait du verbe cattare, qui signifie guetter, ce félin étant alors considéré comme un chasseur qui guette sa proie. Le chat domestique Felis silvestris catus est très proche du chat sauvage européen Felis silvestris silvestris et du chat sauvage africain (chat ganté) Felis silvestris libyca. Selon la plupart des zoologues contemporains, ces trois types de chats forment une unique espèce : Felis silvestris. Cependant les expériences d'hybridation donnent des produits féconds entre le chat domestique et Felis silvestris lybica, alors que ce n'est pas le cas avec Felis silvestris silvestris. L'appellation Felis catus n’est plus valide.




Écaille de tortue et tricolores [modifier]

Chatte écaille de tortue
Un chat «
écaille de tortue » est un animal dont la robe contient à la fois du roux (ou sa forme diluée), du noir (ou sa forme diluée, le « bleu ») et du « crème ».
Parfois, ce chat peut comporter des taches blanches, on l’appellera alors « écaille et blanc » ou si les couleurs blanc, noir et roux se présentent sous forme de taches, il sera appelé « tricolore » ou «
calico ». Au Japon, où ces chats sont réputés porter bonheur, ils sont appelés mi-ke (triple fourrure). Les écailles et les tricolores sont obligatoirement, en théorie, des femelles. Cette pigmentation très spéciale a en effet une origine embryonnaire. Elle se situe au moment de l'inactivation d'un des deux chromosomes X au hasard dans chacune des cellules de l'embryon, quelques jours après la fécondation. Or, les chromosomes X portent des informations conditionnant la coloration. Chaque lignée cellulaire formera une tâche différente selon le chromosome X qui a été inactivé. Le chromosome X inactivé peut être visualisé au microscope, il forme dès lors au niveau du noyau cellulaire le corpuscule de Barr. Si un mâle naît tricolore ou écaille, il est doté de trois chromosomes sexuels (XXY) et est donc atteint de la maladie de Klinefelter. Il sera généralement stérile.

วันจันทร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2550

โดเรมอน






โดราเอมอน


ตัวละครโดราเอมอนพร้อมลายเซ็นเจ้าของผลงาน
โดราเอมอน หรือ โดเรมอน (「ドラえもん」, Dora'emon, – โดะระเอะมง?) เป็นตัวละครจากการ์ตูนเรื่องโดราเอมอนเป็นหุ่นยนต์แมวจากโลกอนาคต ในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 22เกิดวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2655 (ค.ศ. 2112) ลักษณะตัวอ้วนกลมสีฟ้า (เมื่อแรกเกิดมามีสีเหลือง) ไม่มีใบหู เนื่องจากถูกหนูแทะ มีหน้าที่เป็นหุ่นยนต์พี่เลี้ยงซึ่งคนที่ซื้อโดราเอมอนมาคือเซวาชิเหลนชายของโนบิตะ วันหนึ่งเซวาชิเกิดอยากรู้สาเหตุที่ฐานะทางบ้านยากจน จึงได้กลับไปในอดีตด้วยไทม์แมชชีน จึงได้รู้ว่าโนบิตะ (ผู้เป็นปู่ทวด) เป็นตัวต้นเหตุ เซวาชิจึงได้ตัดสินใจให้โดราเอมอนย้อนเวลาไปคอยช่วยเหลือดูแลเวลาโนบิตะโดนแกล้งโดยใช้ของวิเศษที่หยิบจากกระเป๋าสี่มิติ






แรงบันดาลใจ



ตัวละครโดราเอมอนนั้น ได้รับแรงบันดาลใจเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2512 เนื่องจากนักวาดการ์ตูนทั้ง 2 ฟูจิโกะ ฟูจิโอะ ได้ลงโฆษณาการ์ตูนเรื่องใหม่ของเขาทั้งสองไว้ว่าจะมีตัวเอกที่ออกมาจากลิ้นชัก ในนิตยสารการ์ตูนฉบับต้อนรับปีใหม่ แต่ในความจริงแล้วทั้งสองยังไม่มีไอเดียเกี่ยวกับการ์ตูนเรื่องนี้แม้แต่น้อยเลย เมื่อใกล้ถึงเวลาส่งต้นฉบับก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับทั้งสองเป็นอย่างมาก
ฮิโรชิ ฟุจิโมโตะ หนึ่งในนักวาดการ์ตูน ได้เผอิญเห็นแมวจรจัดที่มักแอบเข้ามาเล่นที่บ้านของตนเองเป็นประจำ เขามักจะชอบจับแมวตัวนี้มาหาหมัด จนเวลาล่วงเลยมาถึง 4.00 น. ก็ยังไม่มีไอเดียเกี่ยวกับการ์ตูนเรื่องใหม่ ทำให้ฮิโรชิโมโหตัวเองเป็นอย่างมาก และคิดเลยเถิดไปว่าโลกนี้น่าจะมีไทม์แมชชีน เพื่อย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีต หลังจากนั้นฮิโรชิได้เผลอหลับไปด้วยความอ่อนล้า เมื่อเขาสะดุ้งตื่นขึ้นมา ทำให้เขาตกใจว่าตนเองเผลอหลับไป จึงรีบวิ่งลงจากบันไดบ้านไปสะดุดกับตุ๊กตาล้มลุกญี่ปุ่นของลูกสาวที่ตกอยู่บนพื้น
เหตุนี้เองทำให้ฮิโรชิเกิดไอเดียขึ้นโดยนำหน้าแมวจรจัดมาผสมกับตุ๊กตาญี่ปุ่น สร้างออกมาเป็นตัวละครหุ่นยนต์แมวจากอนาคตคอยช่วยเหลือเด็กชายที่แสนจะไม่ได้เรื่อง และตั้งชื่อว่า โดราเอมอน เป็นคำผสมระหว่าง "โดราเนโกะ" กับ "เอมอน" ในภาษาญี่ปุ่น โดราเนโกะนั้นแปลว่าแมวหลงทาง ส่วนคำว่า "เอมอน" เป็นคำเรียกต่อท้ายชื่อของเด็กชายในสมัยก่อนของประเทศญี่ปุ่น




ต้นกำเนิด




โดราเอมอนสมัยตัวสีเหลืองมีหู

ตัวละครโดราเอมอนสมัยตัวสีฟ้าไม่มีหู
โดราเอมอนถูกผลิตขึ้นในโรงงานสร้างหุ่นยนต์ที่เมืองโตเกียว เมื่อวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 2112 (พ.ศ. 2655) แต่ในระหว่างการผลิตเกิดข้อผิดพลาดขึ้น ทำให้โดราเอมอนมีคุณสมบัติไม่เหมือนหุ่นยนต์แมวตัวอื่น ต้องเข้ารับการอบรมในห้องเรียนคลาสพิเศษของโรงเรียนหุ่นยนต์ (และได้พบกับเพื่อนๆ แก๊ง ขบวนการโดราเอมอน ที่นั่น) จนกระทั่งวันหนึ่ง ในงาน "โรบ็อต ออดิชัน" ซึ่งเป็นงานที่จัดให้มีการแสดงความสามารถของหุ่นยนต์ที่ได้ผ่านการอบรมแล้ว ด้วยความซุกซนของเซวาชิในวัยเด็ก เขาจึงได้กดปุ่มเลือกซื้อโดราเอมอนมาไว้ที่บ้าน ด้วยเหตุนี้ โดราเอมอนจึงได้มาอยู่อาศัยที่บ้านของเซวาชิ ในฐานะของหุ่นยนต์เลี้ยงเด็ก (จากตอนพิเศษ "กำเนิดโดราเอมอน ปี 2112") แต่ในต้นฉบับดั้งเดิมนั้นจะแตกต่างกัน คือ โดราเอมอนได้ถูกนำไปขายทอดตลาด เพราะเป็นสินค้าไม่ได้คุณภาพ จากนั้นพ่อแม่ของเซวาชิจึงมาซื้อโดราเอมอนไปไว้ที่บ้าน
แต่เดิมนั้นตัวโดราเอมอนมีสีเหลือง และมีหู แต่แล้วในวันที่ 30 สิงหาคม ค.ศ. 2122 ขณะที่โดราเอมอนหลับอยู่นั้น ใบหูก็โดนหนูแทะจนแหว่งไปทั้ง 2 ข้าง และไม่สามารถซ่อมแซมให้เหมือนเดิมได้ หลังจากรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล หุ่นยนต์แมว "โนราเมียโกะ" แฟนสาวของโดราเอมอนก็มาเยี่ยม แต่พอทราบว่าโดราเอมอนไม่มีหู เหลือแต่หัวกลม ๆ โนราเมียโกะถึงกับหัวเราะเป็นการใหญ่ ทำให้โดราเอมอนเสียใจเป็นอย่างมาก แต่ก็พยายามทำใจด้วยการดื่มยาเสริมกำลังใจ แต่ว่าโดราเอมอนหยิบผิดกินยาโศกเศร้าแทน ทำให้โศกเศร้ากว่าเดิม และเริ่มร้องไห้ไม่หยุด จนสีลอกเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอย่าที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน หลังจากนั้นโดราเอมอนจึงเกลียดและกลัวหนูเป็นอย่างมาก และไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเองเกี่ยวกับเรื่องความรัก
นอกจากนั้น โดราเอมอนยังมีน้องสาวชื่อโดรามี ที่จริงก็แค่ใช้เศษเหล็กแบบเดียวกันในการผลิต แต่โดเรมีใช้น้ำมันรุ่นใหม่ ขณะที่ผลิตโดราเอมอนอยู่ได้ทำชิปหล่นหายไป 1 ส่วน จึงทำให้หยิบของวิเศษผิดพลาดบ่อยๆ

ข้อมูลจำเพาะของโดราเอมอน

เป็นความตั้งใจของผู้วาดการ์ตูนที่ใช้ตัวเลข 3-9-12 กับตัวละครนี้ โดราเอมอนจึงมีอะไรหลายอย่างกี่ยวกับตัวเลขชุดนี้
มีน้ำหนัก 129.3 กิโลกรัม
ความสูง 129.3 เซนติเมตร (แต่เวลานั่ง จะเหลือ 100 เซนติเมตร)
กระโดดได้สูง 129.3 เซนติเมตร (เวลาเจอหนู)
มีพละกำลัง 129.3 แรงม้า
วัดรอบหัว รอบอก รอบเอวได้ 129.3 เซนติเมตร
วิ่งปกติในระยะ 50 เมตรใช้เวลา 15 วินาที แต่ถ้าเจอหนูจะวิ่งได้เร็วถึง 129.3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
วันที่ผลิตคือ ปีที่ 12 เดือน 9 วันที่ 3 (เรียงแบบปฏิทินญี่ปุ่น)